8 ข้อผิดพลาดของการลงทุน ผ่านกองทุนรวม ที่คนมักเข้าใจผิด

8 ข้อผิดพลาดของการลงทุน ผ่านกองทุนรวม ที่คนมักเข้าใจผิด

8 ข้อผิดพลาดของการลงทุนผ่านกองทุนรวมครับ วันนี้เพชรได้รวบรวม8ข้อผิดพลาดของการลงทุนในกองทุนรวมว่าคุณจะเป็นหนึ่งในนั้นหรือเปล่า

ข้อแรกคือการลงทุนในกองทุนรวมโดยไม่ได้คำนึงถึงเป้าหมายทางการเงินนั้นเองชอบส่วนใหญ่นะครับคนที่ลงทุนในกองทุนรวมเหตุผลก็คือการลดหย่อนภาษี ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในกองทุนรวม ltf rmf อะไรก็แล้ว แต่ที่จริงแล้วเราต้องดูว่าการที่เราจะลงทุนนั้นมันสอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินที่เราวางแผนไว้หรือเปล่านะครับยกตัวอย่างเช่นนะครับ สมมุติว่าคุณวางแผนที่จะเกษียณเพราะฉะนั้นตอนนี้ผมอายุ 30 แล้วอาจจะมีระยะเวลาในการลงทุนไปอีก 30 ปีข้างหน้านะครับเพราะฉะนั้นสัดส่วนในการลงทุนนั้นเราสามารถลงทุนในกองทุนรวมหุ้นในสัดส่วนที่มากได้เลยครับเนื่องจากมีระยะเวลาในการลงทุนที่นานพอสมควร อีกคนนึงนะครับที่ลงทุนเพื่ออยากจะมีเงินเก็บไปท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็น 1 ปีที่หน้า 2 ปีข้างหน้าซึ่งระยะเวลาตรงนี้มันน้อยนะครับ เราก็สามารถปรับสัดส่วนในกองทุนรวมที่เป็นหุ้นที่อาจจะน้อยหน่อยแล้วไปเน้นหนักในเรื่องของกองทุนรวมที่เป็นตราสารหนี้ครับ

ข้อที่ 2 นะครับไม่รู้จักหรือไม่เข้าใจการกระจายความเสี่ยงที่ถูกต้องนั้นเองครับการกระจายความเสี่ยงที่ถูกต้องนะครับหรือที่ดีนั้นควรจะสอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินของเรานะครับ ดังคำกล่าวที่ว่าไม่ควรใส่ไข่ไว้ในตะกร้า 1 ใบนั้นเองครับเพราะว่าลงสินทรัพย์ของเราทั้งหมดในตะกร้า 1 ใบถ้าเกิดเหตุการณ์ที่เราไม่คาดฝันเกิดวิกฤตทางการเงินนั้นเราก็อาจจะสูญเสียเงินทั้งหมดของเราไปเลยนะเองครับ หลายๆคนก็จะบอกว่างั้นผมกระจายนี้ดีนะครับก็ไป 1 แบงค์ก็ซื้อกองทุนของแบงค์นี้ ไปทีละแบงค์เลยเปลี่ยนทุกกองทุน จริงๆเราต้องมาดูครับว่าสุดท้ายแล้วตัวกองทุนรวมที่เราซื้อไปเนี่ยมันมีสินทรัพย์ที่แตกต่างกันหรือเปล่านะครับ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนตราสารหนี้กองทุนรวมหุ้น กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์อันนี้นะครับ ก็ต้องไปเจาะลึกว่าในแต่ละสินทรัพย์ของเราเนี่ยมันมีการกระจายตัวที่ดีแล้วหรือเปล่าตัวเองครับ

ข้อ 3 ก็คือการพยายามจะจับจังหวะตลาดนั้นเองครับ หลายๆคนมักจะมีเงินซื้อตัวกองทุนรวมหรือว่ากองทุน ltf rmf นะครับตอนสิ้นปีก็คือแปลว่าซื้อปีละ 1 ครั้งนั่นเองครับ ซึ่งไม่ถือเป็นการกระจายเลย หรือเป็นการจัดจังหวะตลาดที่อาจจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่เพราะว่าเรานำเงินทั้งหมดไปซื้อในจุดจังหวะหรือเวลาเดียวกันหมด ซึ่งการกระจายความเสี่ยงและการจัดจังหวะที่ดีนะครับอาจจะเป็นได้ทั้งของเทคนิคก็คือการทำ DCA นั้นเองครับหรือ Dollar Cost Average ก็คือการทยอยลงทุนเป็นจำนวนเงินเท่าๆกันนะครับของทุกๆเดือนสมมุติว่าเราตั้งไว้เลยว่าปีนี้เราจะซื้อประมาณ 120,000 บาทนะครับเราก็จ่ายเลยครับว่าลงทุนต่อเนื่องกันแบบนี้นะครับเดือนละ 10,000 บาทเพื่อจะตัดปัญหาเรื่องของการจับจังหวะตลาด

ข้อที่ 4 ครับคือการเลือกกองทุนตามขนาดของกองทุนนั้นเองครับ หลายๆคนนะครับที่ความเข้าใจผิดว่ากองทุนรวมที่ดีนะครับต้องมีขนาดกองทุนรวมที่ใหญ่หรือเม็ดเงินลงทุนในกองทุนรวมนั้นมีขนาดที่เยอะมากนะครับ ซึ่งจริงๆแล้วเรื่องของผลตอบแทนเรื่องของเพอฟอร์แมนส์ของกองทุนนั้นไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรเลยนะครับกับขนาดของตัวกองทุน

ข้อที่ 5 นะครับการเลือกกองทุนโดยดูราคาจาก NAV ขอขยายความนิดนึงครับว่าตัวเอง NAV นั้นย่อมาจาก Net Asset Value นั่นเองครับคือราคาต่อหน่วยของกองทุนที่เราไปซื้อนั่นเองครับหลายๆคนบอกว่าเอ๊ะทำไมกองทุนนี้ขายราคา NAV 20 บาทกับอีกกองนึงราคา 10 บาทก็บอกว่าเอ๊ะ เราไปซื้อกองทุน NAV ที่10บาทก็น่าจะถูกกว่ากองทุนรวมที่ขาดราคา 20 บาทหรือเปล่า ขอตอบเลยนะครับว่าไม่ใช่ครับ ตัวกองทุนรวมนะครับส่วนใหญ่แล้วจะเริ่มที่ราคา 10 บาท แต่ว่ากองทุนรวมที่อาจจะราคาขึ้นไป 20 บาท อาจจะมีระยะเวลาการเปิดกองทุนที่อาจจะเปิดมาแล้ว 20 ปีก็ได้นะครับทำให้สินทรัพย์ของกองทุนรวมนั้นเขามีการขยายตัวเพิ่มมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นเราต้องดูตัวใส้ในของกองทุนคำว่า Performance หรือผลตอบแทนโดยรวมของกองทุนนั้นที่ผ่านมาเนี่ยเขาทำได้ดีหรือเปล่าโดยไม่ได้ดูแค่เฉพาะราคา NAV เท่านั้นครับ

ข้อ 6นะครับดูแค่ผลตอบแทนย้อนหลังแน่นอนครับว่าทุกคนอยากลงทุนแล้วก็อยากมีเงินที่เพิ่มมากขึ้นนะครับส่วนใหญ่แล้วเราก็ช่วยดูว่ากองทุนรวมที่เรานั้นสนใจเนี่ยเขามีผลตอบแทนเป็นอย่างไรบ้าง แล้วก็มักจะดูแค่ที่ผ่านมาก็ทำได้กี่เปอร์เซ็นต์นะครับย้อนหลัง 5 ปี 10 ปีแต่นั่นไม่ใช่คำตอบสุดท้ายครับ เพราะคุณจะต้องดูในเรื่องของความเสี่ยงที่มาด้วยกันกับผลตอบแทนที่ได้รับด้วยนะครับ อีกอย่างที่เราต้องดูนะครับก็คือตัว Maximum drawdown หรือว่าความเสียหายที่ขาดทุนที่มากที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับกองทุนนั้นนะครับ สมมุติว่าเราเป็นคนที่อาจจะไม่ชอบความผันผวนไม่ชอบความหวือหวานะครับ แต่ตัวกองทุนนี้ให้ผลตอบแทนดีนะได้ปีละ 10% เลยแต่เขาเคยขาดทุนสูงสุดเลยครับอยู่ที่ 30 ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ซึ่งสมมติถ้าความเป็นจริงแล้วคุณไปซื้อกองทุนนี้คุณอาจจะทนหรือขาดทุนไม่ได้นะครับทำให้อาจผลตอบแทนที่คุณจะได้รับไปด้วยนะครับ อีกอย่างนึงนะครับก็คือดูในเรื่องของค่าธรรมเนียม ซึ่งเทียบ 2 กองนะครับกอง A ทำผลตอบแทน ได้ 10% ต่อปี กอง B ก็ได้ 10% ต่อปีเหมือนกันเพราะฉะนั้นจะวัดกันด้วยอะไรครับ ต้องวัดกันด้วยค่าธรรมเนียมนั้นเองครับที่เราจะต้องจ่าย ถ้ากอง A จ่ายค่าธรรมเนียมแค่ 0.5% กับกอง B ที่จ่ายค่าธรรมเนียม 1% แน่นอนครับเราก็ต้องเลือกกล่องที่จ่ายค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่า

ข้อที่ 7 นะครับคือวัดผลแล้วก็คอยติดตามผลงานของกองทุนรวมที่เราลงทุนไปแล้วนะครับ ซึ่งแน่นอนเขาว่ากองทุนรวมที่เราซื้อไปอาจจะทำผลตอบแทนได้ดีนะครับใน 1 ปีแรกแต่ปีต่อๆไปนะครับแล้วก็ต้องคอยติดตามนะครับคอยตรวจสอบว่า Performance ของกองทุนนั้นยังดีอยู่หรือเปล่านะครับโดยการเทียบเคียงกับกองทุนที่มีความคล้ายคลึงกันนะครับในสัดส่วนหรือว่าในอัตราที่เราลงทุนไป สมมุติว่าเราลงทุนในกองทุนรวมหุ้นที่เป็นหุ้นไทยขนาดเล็กเราก็ต้องไปเที่ยวกับกองทุนอีกประเภทหนึ่งที่ลงทุนในกองทุนไทยขนาดเล็กเช่นกันครับว่า Performance เมื่อเทียบกันแล้วเนี่ยสมมุติว่ากองทุนเราทำ Performance ได้ 8% อีกกองทุนนึงทำ Performance ได้ 10% แน่นอนครับเราต้องมีการปรับเปลี่ยนหรือว่าลองไปซื้อกองทุนรวมที่ให้ผลตอบแทนที่มากกว่าด้วยครับ อีกอย่างนึงนะครับที่ทำไมเราถึงต้องคอยติดตามผลงานของกองทุนรวมของเรา เพราะว่าสัดส่วนของการลงทุนครับเราควรจะปรับสมดุลของสัดส่วนการลงทุนของเราให้คงที่อยู่เสมอ ยกตัวอย่างนี้แล้วกันครับสมมุติว่าคุณตั้งใจจะลงกองทุนรวมหุ้นนะครับ อยู่ในสัดส่วนที่ 60% กองทุนตราสารหนี้อยู่ในส่วนที่ 40% แต่คุณลงทุนไปสักพักนะครับผลตอบแทนหุ้นได้กำไรมามากมายเลยครับมันขยายไปที่ 80 เปอร์เซ็นต์ของพอร์ต และตราสารหนี้ของเราเหลือเพียงแค่ 20 เปอร์เซ็นต์เพราะฉะนั้นถ้าตามหลักการที่ถูกต้องนะครับควรจะปรับกลับไปสมดุลเดิมครับก็คือกองทุนรวมหุ้นอยู่ที่ 60 เปอร์เซ็นต์แล้วก็กองทุนตราสารหนี้ 40% นั่นเอง

ข้อสุดท้ายก็คือการไม่เริ่มต้นลงมือทำนั้นเองครับ หลายๆคนมีข้ออ้างว่าจริงๆแล้วกองทุนรวมเนี่ยเราต้องมีเงินเท่าไหร่นะต้องมีเงิน 5,000 หรือ 50,000 ก่อนหรือเปล่าถึงจะเริ่มลงทุนได้เลยครับบอกเลยครับว่ากองทุนรวมสมัยนี้นะครับแค่หลักพันเท่านั้นครับ คุณก็สามารถเริ่มต้นลงทุนและวางแผนทางการเงินได้เลยนะครับโดยไม่มีข้ออ้าง เพราะสุดท้ายแล้วมันกลับไปอยู่ที่คำว่าเริ่มต้นเร็วคุณก็สามารถรวยได้เร็วเพราะว่าการลงทุนนั้นมีในเรื่องของผลตอบแทนที่เป็นแบบทบต้นนั้นเองครับถ้าคุณเริ่มวันนี้นะครับภายใน 10 ปีข้างหน้าคุณจะเห็นผลทันทีครับว่าแม้แต่เงินหลักพันที่คุณเริ่มต้นนั้นอาจจะกลายเป็นหลักหมื่นหรือแสนก็ได้ครับเพียงแค่คุณเริ่มต้นลงมือทำวันนี้เลยครับ

หลังจากที่ฟังมาทั้งหมดนะครับสิ่งที่คุณต้องทำก็คือมีเป้าหมายทางการเงิน ศึกษาข้อมูลมีวินัยและเริ่มต้นลงมือทำครับ หากต้องการสินเชื่อเงินด่วนต้องที่ m7loan.com